ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช

ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช

ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช 8 ปีเต็ม ของการเดินทางนับตั้งแต่ ‘ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช  ภาค 1 องค์ประกันหงสา’ เข้าโรงฉายให้คนไทยไพร่ฟ้าได้ยลยินให้ประจักษ์แก่ความยิ่งใหญ่ของกษัตริย์ไทยซึ่งปลุกกระแสความรักชาติได้อย่างท่วมท้น 

ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช

 อวสานหงสา

 ถามใครก็รู้จักและพูดถึงไม่ว่าจะเป็นลูกเด็กเล็กแดงอาม่าอากง  และเห็นได้จากรายได้แต่ละภาคที่เฉลี่ยแล้วมากกว่า 200 ล้านบาท  แต่เมื่อต้องแบ่งค่าตั๋วกับโรงหนังตามวิถีก็ทำให้พอหักลบกลบทุนแล้วรายได้แล้วก็ยังไม่คุ้มทุนสร้างที่ทุ่มเงิน

ไปมากกว่างบบูรณปฏิสังขรณ์โบราณสถานวัดวาอารามในแต่ละปีเสียอีก  แต่ด้วยสปิริตอันแรงกล้าทำให้ ‘ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช’ ดั้นด้นมาถึงภาค 6 ซึ่งเป็นภาคปิดฉากสุดท้ายนี้  หลังจากที่ ภาค 5 เคยเป็นภาคสุดท้ายมาแล้วก่อนหน้านั้น หนังเปิดฉากด้วยภาพย้อนอดีตเมื่อครั้งทำศึกยุทธหัตถีในภาคที่แล้ว  

ซึ่งพระมหาอุปราชา (นภัสกร มิตรเอม) พ่ายยุทธหัตถีต่อพระนเรศวร (พ.ท.วันชนะ สวัสดี)  เป็นผลพวงให้พระเจ้านันทบุเรง (จักรกฤษณ์ อำมะรัตน์) โกรธกริ้วและพาลลั่นลงโทษประหารทัพทหารที่เหลือรอดกลับมาทั้งโคตรทำให้เสียกำลังทัพและไพร่พล  รวมถึงได้ปลิดชีพพระสุพรรณกัลยา (เกรซ มหาดำรงค์กุล)

ซึ่งเป็นองค์ประกัน  ทำให้พระนเรศวรยืนกรานยกทัพไปกำราบพระเจ้านันทบุเรงถึงเมืองตองอู  และแล้วก็กลายเป็นจุดเริ่มต้นให้ต่างฝ่ายต่างแพ้ภัยของกันและกันเอง ถึงแม้โดยรวมแล้วหนังออกจะประดักประเดิดถึงขั้นล้มเหลวเมื่อเทียบกับงานกำกับในภาคอื่นๆ ก่อนหน้านี้ของท่านมุ้ย  เมื่อมองความสมบูรณ์ด้านการเล่า

เรื่องทั้งตัวบทและการกำกับมันเลวร้ายยิ่งกว่าตอน ‘ยุทธหัตถี’ ภาคก่อนหน้าที่ผู้ชมไม่น้อยบ่นกันว่าเป็นหนังที่ไม่สมศักดิ์ศรีกับการเป็นภาคปิดฉากบทสรุปมหากาพย์อันยิ่งใหญ่  ซึ่งเป็นหนึ่งในผลพวงที่ทำให้ประกาศเกิดภาคนี้ต่อมา  หนังเริ่มโอนเอนตั้งแต่คลอดไตเติ้ลต้นเรื่องที่เล่าย้อนถึงภาคก่อนหน้าที่ทั้งจังหวะการตัดต่อ

 สกอร์ดนตรีประกอบ  และกราฟฟิกตัวหนังสือต่างขัดแข้งขัดขากันและกันให้ล้มครืนไปพร้อมกับร่างของพระมหาอุปราชาที่พ่ายยุทธหัตถี ต่อด้วยการเล่าเรื่องอย่างรวดเร็วว่องไวแต่กลับไม่รู้สึกถึงความกระชับและไหลลื่น

 รายละเอียดหลายอย่างถูกทิ้งขว้างให้เหลือเพียงเส้นเรื่องที่ปล่อยให้ตัวละครพามุ่งตรงไปเผชิญ  ตัวละครและสถานการณ์ที่ดูมีมิติชั้นเชิงก็กลายเป็นเรียบแบนไร้อารมณ์  การถ่ายภาพบางช็อตบางตอนที่ผิดเพี้ยนไป

 เทคนิคแต่งหน้าพระเจ้านันทบุเรงที่กำกึ่งว่าน้ำเหลืองไหลหรือสีไม่แห้ง  และเทคนิคภาพพิเศษเช่นฉากธงทัพสะบัดไกวแต่ใบไม้ด้านหลังมิไหวติงที่ดูตัดแปะยิ่งกว่าภาคไหนๆ  โดยเฉพาะฉากประดาบแรกพบระหว่างพระเอกาทศรส

(พ.อ.วินธัย สุวารี) กับ เม้ยมะนิก (เต็มฟ้า กฤษณายุธ) ที่ฉากแอคชั่นเห่ยๆ เก้ๆ กังๆ ช่างเลวร้ายพอดิบพอดีกับฉากหลังพระพุทธรูปที่พิกเซลระเอียดยับเสียเหลือเกิน

แต่ถึงอย่างนั้นในทุกๆ ส่วนที่กล่าวมานี้ยังมีความน่าสนใจซ่อนให้เห็นอยู่  ส่วนหนึ่งกลายเป็นความบันเทิงที่มาจากฉากสงครามฉากแอคชั่นที่ด้อยเปลี้ยยิ่งกว่าทุกภาคที่ผ่านมาแต่ประดักประเดิดจนขบขันได้ใจจริงๆ

 และส่วนตัวเพิ่งพบความบันเทิงจากตัวละครทั้งหลายทั้งที่ภาคก่อนหน้าก็มีส่วนประกอบเหล่านี้อยู่แต่ส่วนตัวเพิ่งสัมผัสได้ในภาคนี้  1. ชื่อตัวละครที่นอกจากจะแปลกหูและยาวเหยียดแล้ว  มันยังฟังดูไพเราะทุกครั้งที่ได้ยินชื่อตัวละครมากมายหลายชื่อ  หนำซ้ำหลายตัวละครยังมีชื่อเรียกในแต่ละถิ่นที่ไม่เหมือนกัน

 สัมผัสได้ทั้งความงุนงงและลุ่มรวยทางภาษาชาติอาเซียนเพื่อนบ้านไปในเวลาเดียวกัน  2. ลักษณะตัวละครฝ่ายร้ายที่เหมือนถอดแบบออกมาจากละครเย็นทางโทรทัศน์  เช่น เมงเกสอ (รัชนี ศิระเลิศ) กับ นัดจินหน่อง (น.ท.จงเจต วัชรานันท์)

 แม่ลูกแผนสูงกับยาพิษลอบฆ่า  ยิ่งซูมขวดยาชัดๆ มันยิ่งใช่มากๆ รวมถึงฉากที่พระเจ้านันทะบุเรงเห็นภาพหลอน(วิญญาณ?)พระมหาอุปราชาผู้เป็นโอรสที่คัลท์เสียเหลือเกิน  หลุดโลกทั้งการแสดงและการเล่าสภาวะจิตใจตัวละครแบบแฟนตาซีไซโค  ในท่าทีที่ไม่ได้เห็นในหนังไทยเรื่องไหนมานาน  นอกจากละครโทรทัศน์

3. การแสดงที่ทำให้ตัวละครที่แลดูมีมิติ  เล่นใหญ่จนไร้มิติแต่ยังคงให้มุมมองน่าสนใจ  ซึ่ง รัชนี ศิระเลิศ, น.ท.จงเจต วัชรานันท์, นภัสกร มิตรเอม  และ  จักรกฤษณ์ อำมะรัตน์  เข้าวินชิงชัยมาตามๆ กัน แล้วก็ไม่รู้ว่าจะเสียใจหรือดีใจกับ ปีเตอร์ – นพชัย ชัยนาม (พระราชมนู)  สรพงษ์ ชาตรี (มหาเถรคันฉ่อง)  นิรุตติ์ ศิริจรรยา 

(เมงเยสีหตู)  และ อาร์ต – อัสนี สุวรรณ ที่สุ้มเสียงยังดูเป็นคนในโลกเสมือนจริงผิดแปลกไปจากชาวอโยธยาและพม่ารามัญส่วนใหญ่   ส่วน แอฟ – ทักษอร เตชะณรงค์ (มณีจันทร์)  ที่ถึงจะเปลี่ยนนามสกุลแล้วก็ยังสวยมาก  และสุดท้ายนี้ยินดีกับ ผู้พันเบิร์ด  ที่ถึงแม้จะไม่ได้ธรรมชาติสมบูรณ์แบบแต่ก็สามารถฝ่า

ด่านดราม่ายาวยืดร่วมกับนักแสดงทุกคนที่ปรากฏอยู่ในฉากจบผ่านมาได้ด้วยพัฒนาการแสดงที่กระเตื้องขึ้นในเฮือกสุดท้าย ด้วยความที่ลวกเส้นยังไม่สุกดีทำให้ก๋วยเตี๋ยวชามนี้ไม่ได้อร่อยเป็นพิเศษตามสูตรเหมือนความยิ่งใหญ่และความเยอะแยะที่ภาคก่อนๆ หน้าดูจะเอาใจมวลชนได้มากกว่า  ซึ่งพอได้อา

ศัยลูกเล่นเดียวกันซ้ำทางเดิมกันมาตลอดมันก็ทำให้ไม่มีอะไรที่ใหม่อีกแล้วนอกจากการออกแบบให้เห็นความโอ่อ่าทางภาพที่แม้จะทำสำเร็จมันก็ให้แค่ความหวือหวาตื่นตาตื่นใจ  แต่กับภาคนี้พอมันลดความสำคัญของความยิ่งใหญ่ลงตามเรี่ยวแรงกำลังคนทำ  กำลังทุน  หรืออาจเกิดจากความตั้งใจก็แล้วแต่

 มันกลับทำให้เกิดมิติประเด็นเรื่องราวและตัวละครที่เหลือปรากฏบนจอที่พอดีกับเนื้อเรื่อง  ไม่ระเบิดระบายจนฟูมฟายเกินไป  ความลุ่มๆ ดอนๆ มันกลายเป็นเครื่องมือขจัดส่วนซ้ำซากเดิมๆ  และเกิดแง่งามให้เห็นชัดขึ้นจนสัมผัสตัวตนตัวละคร

ได้โดยที่หนังไม่ต้องพยายาม  เป็นมุมใหม่ที่น่าลิ้มลองสัมผัสดู ปล.นี่เป็นการเขียนถึงหนังหนังเวอร์ชั่นรอบปฐมทัศน์ที่ได้มีโอกาศไปดูมา  เวอร์ชั่นฉายโรงขายตั๋วจริงที่ลือกันว่าหนังได้ปรับเปลี่ยนเพิ่มเติมใหม่หลังจากนั้นผู้เขียนไม่อาจรู้ได้นะครับ^^