“วันยุทธหัตถี” กับการผลิตซ้ำภายใต้กรอบโครงการประวัติศาสตร์ราชาชาตินิยม

ประวัติศาสตร์ราชาชาตินิยม 18 วันให้หลังการเข้าสู่ศักราชใหม่ กองทัพไทยมีพิธีกรรมสำคัญที่ยึดถือปฏิบัติมาเป็นเวลากว่า 60 ปีมาแล้ว นั่นคือ พิธีสวนสนามถวายสัตย์ปฏิญาณของทหาร-ตำรวจเนื่องใน “วันกองทัพไทย”

ซึ่งมีความสำคัญเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นวันที่ทุกเหล่าทัพมารวมตัวกันเพื่อแสดงแสนยานุภาพอันยิ่งใหญ่ และกระทำการปฏิญาณตนต่อหน้าธงชัยเฉลิมพลอันศักดิ์สิทธิ์ ที่เป็นสัญลักษณ์ของสามสถาบันสูงสุด อันได้แก่ ชาติ ศาสน์ กษัตริย์

ภาพของพิธีกรรมอันโอ่อ่าที่เผยแพร่ออกสู่สาธารณะในทุกวันที่ 18 มกราคมของทุกปีนั้น เมื่อย้อนรอยสืบค้นความเป็นมาของพิธีกรรมนี้พบว่า มีกระบวนการยึดโยงกับประวัติศาสตร์ราชาชาตินิยม อันเป็นการเขียนประวัติศาสตร์ที่เน้นเรื่องราวการกอบกู้เอกราชของกษัตริย์ไทย (ธงชัย วินิจจะกูล, 2559) อย่างมีนัยสำคัญ

โดยเฉพาะการนำ plot  ของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช กษัตริย์ไทยที่ได้รับการผลิตซ้ำมากที่สุดผ่านประดิษฐกรรมทางวัฒนธรรม (cultural construct) หลากหลายรูปแบบ เช่น หนังสือประวัติศาสตร์

ตำราเรียน อนุสาวรีย์ สื่อบันเทิง ธนบัตร พระเครื่อง ฯลฯ จนอาจกล่าวได้ว่า เรื่องเล่าของมหาราชพระองค์นี้แทรกซึมอยู่ในทุกขณะจิตของผู้ที่ชอบเสพประวัติศาสตร์ฉบับรัฐ และไหลเวียนแวดล้อมอยู่ในชีวิตของคนไทยโดยทั่วไป ไม่ว่าจะตั้งใจเสพหรือไม่ก็ตาม

ความมุ่งหมายของบทความนี้ คือ การพาผู้อ่านย้อนกลับเข้าไปในบริบททางประวัติศาสตร์ของช่วงเริ่มต้นวันกองทัพไทย ซึ่งเชื่อมโยงกับเรื่องเล่าของสมเด็จพระนเรศวรอย่างมีนัยสำคัญ โดยประเด็นที่ชวนให้ผู้อ่านพิจารณาร่วมกัน มีดังนี้

แรกเริ่มปักหมุดหมายของอภิมหาเรื่องเล่า

ก่อนจะอธิบายถึงประเด็นการนำเรื่องเล่าของสมเด็จพระนเรศวรมาผูกโยงกับกองทัพไทยนั้น ต้องขอพาผู้อ่านย้อนกลับไปในบริบททางประวัติศาสตร์ก่อนว่า เรื่องเล่าของพระองค์หยั่งรากลึกลงในสังคมไทยได้อย่างไร

ในงานศึกษาบางชิ้นที่เกี่ยวข้องชี้ให้เห็นว่าเรื่องเล่าของสมเด็จพระนเรศวรในพระราชพงศาวดารหรือพระนิพนธ์ของชนชั้นนำสยามมีการแปรเปลี่ยนไปตามแต่ละช่วงเวลานับจากต้นรัตนโกสินทร์จนถึงภายหลัง 2475  (วริศรา ตั้งค้าวานิช, 2552)

โดยประกาศกคนสำคัญที่เป็นผู้สถาปนาเรื่องเล่าสมเด็จพระนเรศวรให้เป็นอภิมหาเรื่องเล่า (metanarrative) จนแทบจะกลายเป็นเรื่องเล่าชุดเดียวที่ผูกขาดโดยรัฐจนถึงปัจจุบัน คือ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ

จากการสืบค้นเบื้องต้นของผู้เขียนระหว่างที่ทำวิทยานิพนธ์อยู่พบว่า มีพระนิพนธ์ของพระองค์ทั้งที่เกี่ยวข้องและไม่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ ทั้งขนาดสั้นและขนาดยาว เกือบ 20 เรื่องด้วยกันที่กล่าวถึงสมเด็จพระนเรศวร

โดยพระนิพนธ์ที่เกี่ยวข้องกับสมเด็จพระนเรศวรโดยตรง คือ “พระประวัติสมเด็จพระนเรศวรมหาราช” ที่ทรงพระนิพนธ์เป็นเรื่องสุดท้ายก่อนที่จะสิ้นพระชนม์ใน พ.ศ. 2486 จากนั้นหม่อมเจ้าหญิงพูนพิศมัย

ดิศกุลได้นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายรัชกาลที่ 8 ใน พ.ศ. 2488 แต่ “…ทรงโปรดเกล้าฯให้เก็บรักษาต้นฉบับไว้สำหรับพิมพ์ในโอกาสใดโอกาสหนึ่ง…” ในท้ายที่สุดพระนิพนธ์เรื่องนี้ได้รับการจัดพิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงพระบรมศพของพระองค์เองเมื่อ พ.ศ. 2493 (ดำรงราชานุภาพ, สมเด็จฯ กรมพระยา, 2555)

เมื่อพิจารณาตัวบทกับบริบทอย่างสัมพันธ์กันพบว่า ในส่วนของตัวบท นับเป็นครั้งแรกที่มีพระนิพนธ์ของชนชั้นนำเล่าถึงสมเด็จพระนเรศวรอย่างสมบูรณ์แบบที่สุดตั้งแต่ทรงพระเยาว์จนถึงเสด็จสวรรคตให้จบในเล่มเดียว ก่อนหน้านี้นับตั้งแต่มีการชำระพงศาวดารสมัยรัชกาลที่ 1 ไม่เคยมีการเขียนเรื่องราวของพระองค์เช่นนี้มาก่อน

ในส่วนของบริบทนั้น พระนิพนธ์เรื่องนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความเสื่อมคลายในอำนาจทางการเมืองของสถาบันกษัตริย์ภายหลัง พ.ศ. 2475 พระราชอำนาจของสถาบันกษัตริย์ไม่มีความเบ็ดเสร็จเด็ดขาดดังเช่นในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์

ดังนั้น ด้วยความสัมพันธ์ส่วนพระองค์ระหว่างกรมดำรงฯ กับรัชกาลที่ 8 อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทรงห่วงใยต่อสถานะอันสั่นคลอนของสถาบันกษัตริย์ จนทำให้พระองค์ต้องรวบรวมตะกอนความคิดเขียนพระนิพนธ์เรื่องนี้ขึ้นมาในขณะที่ทรงลี้ภัยทางการเมืองอยู่ปีนัง (วศิน ปัญญาวุธตระกูล, 2540)

นอกจากนั้นบริบททางการเมืองตรงจุดตัดทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญของการเมืองไทย คือ การเสด็จสวรรคตอย่างเป็นปริศนาของรัชกาลที่ 8 ใน พ.ศ. 2489 เป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ขั้วการเมืองของฝ่ายคณะราษฎรในปีกของปรีดี พนมยงค์ ต้องยุติบทบาทลง

นำไปสู่การรัฐประหารใน พ.ศ. 2490 ณ ห้วงขณะนี้เองที่ขั้วการเมืองฝ่ายกษัตริย์-อนุรักษ์นิยมได้ขึ้นมามีบทบาทในเวทีการเมืองไทย พร้อมกันกับที่พระราชอำนาจสถาบันกษัตริย์ได้ค่อยๆ รื้อฟื้นขึ้นมาอีกครั้งผ่านรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2492 (ณัฐพล ใจจริง, 2556, น. 162-163.)

ดูเหมือนว่าบริบทต่างๆ ที่เกิดขึ้นขณะเดียวกันกับที่พระนิพนธ์เรื่องนี้ปรากฏตัวจะเข้ากันได้อย่างลงตัว ด้วยกำลังทางความคิดของกรมดำรงฯ ผนวกกับบริบททางการเมืองที่เกื้อหนุน มีส่วนประสานซึ่งกันและกันจนทำให้พระนิพนธ์เรื่องนี้มีสถานะเป็นอภิมหาเรื่องเล่าของสมเด็จพระนเรศวรที่ยากจะล่วงละเมิดได้