สิงโตหิน ไพทูรย์ พันธุ์เชื้องาม

สิงโตหิน
สิงโตหิน

สิงโตหิน ไพทูรย์ พันธุ์เชื้องาม

อาชญากรหมายเลข 1 ของประเทศไทยตลอดกาล

คนในคุกยุคนั้นเรียกเค้าว่า “อาจารย์” กันทุกคน เค้าถูกศาลพิพากษาจำคุก 120 ปี และโทษประหารชีวิตอีก 2 คดี เริ่มจากฆ่า “ขุนตระเวนปราบอริพ่าย” ท่านเป็นมือปราบที่เก่งกาจคนหนึ่งแม้แต่ “หลวงกล้ากลางสมร (สิงห์เหนือ)” ยังนับถือเป็นรุ่นพี่

ไพทูรย์ พันธุ์เชื้องาม ฉายาของเขาคือ “สิงโตหิน” ชื่อเล่นว่า “เปีย” เคยเป็นทหารพระธรรมนูญ (นายร้อย) แต่เกิดมาภายใต้ดาวโจร จนทำให้ต้องกลายเป็นโจรตลอดมา เพราะดันไปสังหารท่านขุนตะเวนปราบอริพ่ายเข้า จึงต้องเข้าคุก หนีคุก เข้าออกเป็นประจำ ทั้งบางขวาง เกาะตรุเตาบ้าง เขาเขียนฎีกาให้นักโทษในคุกทุกคนเพื่อขออภัยโทษ หรือลดโทษลง จึงเป็นที่รักของนักโทษทุกคนในคุก เขาเป็นพี่เลี้ยงนักโทษ คอยดูแลนักโทษทั่วไป เพราะเขาต้องการทำดีเพื่อจะได้รับอภัยโทษนั่นเอง สุดท้าย ปี 2500 เขาก็ได้ออกมาเป็นสามัญคนทั่วไป แต่ถ้าเกิดความวุ่นวายในคุกเข้า ผู้คุมก็จะให้ไพทูรย์เป็นคนเด็ดชีวิตนักโทษผู้นั้น จากที่อ่านประวัติของเขานะ น่าจะประมาณเกือบ100 กว่าศพแล้วล่ะ ทั้งดาบสองมือ มีดหมอควรญช้างหลวงพ่อเดิม ผ้ารอยเท้า ว่านกระชายดำที่ฝังไว้ที่หลังเขา แล้วอื่น ๆ อีกมากมาย แต่ที่เขานับถือที่สุดคือหลวงพ่อเดิมเพราะเขาเชื่อว่าที่รอดชีวิตมาได้ทุกครั้ง นั่นเพราะหลวงพ่อเดิมท่านช่วยชีวิตไว้ตลอด เพราะบารมีหลวงพ่อเดิมนั้นสูงส่งมาก
ไพทูรย์เข้าตาจนถูกจับกุม เพราะน้องชายต่างมารดา วางแผนหลอกให้ติดกับที่บ้านตัวเอง ส่วนหลวงอดุลฯ ท่านเดินทางมาล่วงหน้าเพื่อพักผ่อนตอนดึกท่านมากองกับกำการด้วยชุดไปรเวท ให้เบิกตัวไพทูรย์มาที่ห้องสอบสวน แต่ไพทูรย์ก็ให้การปฏิเสธ หลังจากหลวงอดุลฯ กลับจากกองบังคับการตำรวจเมืองตาก ผู้บัญชาการตำรวจเมืองตากก็สั่งให้ลูกน้องซ้อมไพทูรย์ให้ยอมรับผิดให้ได้ จนไพทูรย์สลบจึงหามไปไว้ในห้องขัง ไพทูรย์มารู้สึกตัวตอนรุ่งเช้านอนระบมเนื้อตัวไปหมด แม้แต่ข้าวก็กินไม่ลงกินได้แต่น้ำ ตอนสายหลวงอดุลฯ มาประชุมตำรวจเมืองตาก และตำรวจบอกกับท่านว่าพบความเคลื่อนไหวของบรรดาพรรคพวกของเสือไพทูรย์ที่มาดูลาดเลา เพื่อหาทางชิงตัวระหว่างนำตัวกลับกรุงเทพฯ หลวงอดุลฯ จึงตัดสินใจเลือกการเดินทางทางน้ำในการกลับกรุงเทพฯ แทนไพทูรย์เล่าว่าตอนเย็นมีการเบิกตัวออกจากห้องขังตีตรวนสองสถานคือมือและเท้า นำขึ้นรถไปยังท่าเรือไพทูรย์รู้สึกใจพองโต เพราะการเดินทางทางน้ำนั้นสามารถใช้พระเวทสังข์ถ่วงที่หลวงพ่อเดิมได้ประสิทธิ์ประสาทให้กับไพทูรย์ และได้ลองในสระน้ำวัดหนองโพมาแล้ว ผู้การเมืองตากได้แจ้งกับหลวงอดุลฯ ว่า เสือไพทูรย์เคยกระโดดจากรถไฟขณะข้ามแม่น้ำขณะถูกคุมตัวจากเชียงใหม่ทั้งที่มีตรวนใส่อยู่ พวกตำรวจที่นั่นไม่รู้ว่าหลวงอดุลฯ ไม่เชื่อเรื่องคาถาอาคม ท่านเคยบอกกับตำรวจที่เป็นนายเวรของท่านว่า “ไอ้เสือที่ว่าแน่ผมยิงตายมาหลายสิบศพแล้ว ตระกรุดเอย เขี้ยวหมูตันเอยพระเครื่องเอย ผมยิงตายมาหลายศพแล้ว ผมไม่ได้ลบหลู่ แต่ผมเชื่อว่าของดีไม่คุ้มชีวิตคนชั่วที่ผิดกฎหมาย ที่ว่ามันเหนียวหายตัวได้ เพราะมันยังไม่ถึงที่ตายแต่พอมันมาเจอกับผมเสร็จทุกราย”

หลวงอดุลฯ พยายามสอบสวนไพทูรย์ตลอดทางที่เรือแล่นแต่ไม่มีความคืบหน้า ไพทูรย์บอกว่าจะให้การที่ชั้นศาล หลวงอดุลฯ ท่านเป็นลูกผู้ชายแม้จะโกรธแต่ไม่เคยสั่งลูกน้องมาซ้อมไพทูรย์ สมัยนั้นถ้ามีเรื่องร้องเรียนการซ้อมผู้ต้องหา หากสอบสวนแล้วมีหลักฐาน หลวงอดุลฯ จะสั่งลงโทษทางวินัยทันที เมื่อท่านเกษียณไปแล้ว ก็ถึงยุคท่านเผ่า ศรียานนท์ การกระทำทารุณกรรมต่อผู้ต้องหาโดยเฉพาะคดีทางการเมืองแล้วด้วยล่ะก็ตายเป็นเปือ เก๋งดำไปถึงหน้าบ้านใคร คนนั้นจะถูกเชิญไปกองปราบและจะไม่ได้กลับมาในสภาพมีลมหายใจอีก
ไพทูรย์ เล่าว่ารอนแรมมาหลายคืนจนถึงลานเท แสงจันทร์ข้างขึ้นทำให้ความเวิ้งว้างของลานเทและศาลเจ้าแม่ลานเท ไพทูรย์ถูกล่ามติดกับเสาเหล็กในเรือ สลับกับการถูกเรียกตัวไปสอบสวนแต่ไม่มีอะไรคืบหน้าไพทูรย์ถูกให้นำตัวกลับไปล่าม ขณะนั้นไพทูรย์ร่ายพระเวทย์สังข์ถ่วงจนจิตป็นหนึ่ง จึงแกล้งเซ พอตำรวจถูกเบียดจึงเสียหลัก ไพทูย์ขยับตัวไปทางกราบเรือโดยคิดว่าหลวงอดุลยฯ ยังนั่งอยู่ที่เก่า แต่หลวงอดุลยฯ เดินตามมาติด ๆ ไพทูรย์พุ่งไปที่กราบเรือ มองไปยังหลวงอดุลยฯ เห็นประกายไฟพุ่งกระฉูดมาจากปากกระบอกปืนของท่าน รู้สึกจุกที่หน้าอก ด้วยแรงปะทะของลูกปืน ไพทูรย์ทิ้งตัวลงไปในน้ำ ปากร้องตะโกนฝ่าความมืดว่า “เจ้าแม่ลานเทคุ้มชวิตลูกด้วย” ตรวนถ่วงไพทูรย์ให้ดิ่งไปในน้ำลึกลงไปทุกที ร่ายพระเวทสังข์ถ่วง ขยับข้อมือข้อเท้าตรวนก็หลุดออกรีบพุ่งตัวขึ้นเหนือน้ำ สูดอากาศเข้าไปเต็มปอดแล้วจึงว่ายน้ำเข้าฝั่ง หลวงอดุลย์ฯ สั่งให้วนเรือกลับมาหา ให้ฉายไฟไปบนผืนน้ำแต่ไม่เจอไพทูรย์

หลวงอดุลยฯ วนหาอยู่พักใหญ่จึงสั่งให้แล่นเรือกลับกรุงเทพ ส่วนไพทูรย์ขึ้นบกไปหาพวกเพื่อทำการหลบหนี หนังสือพิมพ์พาดหัวข่าวตามที่ท่านอธิบดีแถลงว่า “ขบวนการบุกชิงตัวเสือไพฑูรย์ยิงกันสนั่นลานเท โดยเนื้อข่าวบรรยายว่าพรรคพวกของเสือไพฑูรย์นำเรือเร็วมาบุกชิงตัวเสือไพฑูรย์ไป ดวลปืนกันสนั่นหวั่นไหว เสือไพฑูรย์จมน้ำไปพร้อมกับโซ่ตรวน คาดว่าเสียชีวิตแล้ว อธิบดีสั่งตามหาศพด่วน”

ไพทูรย์ว่ายน้ำไปขึ้นบกตรงหน้าศาลเจ้าแม่ลานเท ก้มลงกราบเจ้าแม่ด้วยสำนึกบุญคุณที่ท่านห้ามเรือ (จระเข้) พาหนะเข้าเจ้าแม่ ไม่ให้มาทำร้าย สมัยก่อนใครอยากเห็นพาหนะของเจ้าแม่ ก็ทำกระทงหยวกกล้วยนำอาหารหวานคาววางไว้บนแพ จุดธูปเทียนไหว้เจ้าแม่แล้วปักไว้บนแพ เมื่อแพลอยออกไปวนที่ใดพาหนะเจ้าแม่จะผุดมาให้เห็น ปู่ย่าตายายเล่าว่าแต่ก่อนโน้นมีงานประจำปีนมัสการเจ้าแม่ พาหนะของเจ้าแม่จะคลานขึ้นมาบนบกให้ผู้คนเอากาบมะพร้าวมาขัดตะไคร่น้ำที่จับเขียวปี๋ออกจากเกร็ด อ้าปากโร่ให้ผู้คนขัดโดยไม่ทำอันตรายแต่อย่างไร

นั่นเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้ายของไพทูรย์ที่ได้เผชิญหน้ากับหลวงอดุล อดุล เดชจรัส เพราะขณะที่ท่านถึงแก่กรรม ไพทูรย์ยังอยู่เรือนจำบางขวาง นรกบนแดนมนุษย์ที่หฤโหดที่สุด