เสือหัวขาด

เสือหัวขาด

เสือหัวขาด

กลุ่มโจรกลุ่มหนึ่งที่มีวิชา ทั้งปล้น ฆ่า ข่มขืน ตำรวจไม่สามารถทำอะไรได้ ทั้งมีด ทั้งปืนผาหน้าไม้ต่างๆก็ไม่ระคายผิว จนกระทั้งเมื่อตำรวจจับได้ต้องประหารหรือฆ่าโดย จับถ่างขาแล้วเอาไม่แหลมสวนทวารจึงตาย พอตำรวจจับโจรกลุ่มนี้ได้นั้นก็เปิดเสื่อดูที่หน้าอก ปรากฎว่าพบลายสักของโจรกลุ่มนี้เหมือนกันหมดก็คือ ลายสัก เสือหัวขาด ตำรวจจึงตามหาอาจารย์ที่สักลายเสือหัวขาดนี้เพื่อขอให้เลิกสักให้ลูกศิษย์ ปรากกฎว่าผู้ที่สักลายสักเสือคอขาดนี้เป็นหลวงปู่เจ้าอาวาสที่วัดเขานางนม อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี ตำรวจจึงขอให้ท่านเลิกสัก จนมีอยู่วันหนึ่งหลวงพ่อไฉนท่านได้เดินทางไปที่ จ.ชลบุรี มีชาวบ้านได้เล่าถึงเรื่องราวของลายสักของหลวงปู่ท่านนี้ให้หลวงพ่อฟัง

หลวงพ่อท่านจึงเดินทางไปกราบท่านและขอเรียนวิชากับท่านที่วัดเขานางนม พอไปถึงพระลูกวัดก็บอกท่านว่าหลวงปู่ท่านอยู่ข้างบนศาลา ซึงเป็นที่หน้าแปลกใจคือพอหลวงพ่อท่านขึ้นไปกราบก็ไม่พบหลวงปู่ ท่านจึงลงมาถามพระลูกวัดอีกครั้งพระลูกวัดก็บอกว่าหลวงปู่นั่งอยู่ที่เดิมนั้นแหละ ท่านจึงกลับขึ้นไปอีกครั้งปรากฎว่าหลวงปู่ท่านนั่งยิ้มให้หลวงพ่อ ท่านนั่งกำบังตัวอยู่ตั้งแต่ตอนแรก หลวงพ่อท่านจึงเข้าไปกราบและขอเรียนวิชานี้

ที่แรกนั้นหลวงปู่ท่านจะไม่สอนให้เพราะเห็นว่าลูกศิษย์ที่สักไปเป็นเสือเป็นโจรกันหมด ด้วยปัญญาอันเฉียบแหลมของหลวงพ่อไฉนนั้นท่านจึงได้คิดที่จะตั้งเป็นหลักที่ปักไว้ที่ธรณีล่ามโซ่เสือหัวขาดไว้ซึ่งหมายถึง ไม่ทำใครก่อนแต่ใครอย่ามาทำเราก่อน หลวงปู่ท่านจึงสอนให้ เพราะต้นฉบับนั้นเสือหัวขาดจะไม่มีหลักมาปักแล้วล่ามโซ่ไว้ และลายสักเสือหัวขาดนี้เป็นลายแรกที่หลวงพ่อท่านเปิดสักในอำเภอปากช่อง และมีลูกศิษย์ลูกหาเยอะมาก

หลวงพ่อไฉน ฉนฺทสาโร เป็นพระอีกรูปหนึ่งที่มีความเมตตาต่อศิษย์อย่างมากและยังเป็นพระที่ปฏิบัติดี มีความแตกฉานในวิชาอาคมต่างๆ เช่นอักขระ ยันต์ และวิชาต่างๆไม่ว่าจะเป็น การสักยันต์ ทำตะกรุด ดูดวง ลงทองที่หน้าผาก และเชี่ยวชาญในการเล่นอักขระมากๆ ท่านเป็นลูกศิษย์ในสายของหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า โดยทุกๆวันจะมีลูกศิษย์ลูกหามากราบนมัสการจากที่ต่างๆอย่างไม่ขาดสาย ท่านเป็นพระที่มีอุปนิสัยเป็นกันเองกับลูกศิษย์คุยสนุกสนานพูดตรงไม่ถือเนื้อถือตัว ใครได้มากราบนมัสการก็จะสัมผัสได้ในความเมตตาของท่านที่มีต่อศิษย์ มีความสุขสบายใจกลับไปทุกราย

พุทธคุณของท่านนั้นที่ลูกศิษย์ได้พบเจอกันไม่ว่าใจเป็นในเรื่องของ คงกระพัน แคล้วคลาด เจริญก้าวหน้า โชคลาภ เมตามหานิยม มีความศักดิ์ศิษย์ยิ่งนัก หลวงพ่อท่านเป็นคนวัดพระยาไกร เขตยานนาวา กรุงเทพฯ เป็นบุตรของ นายเฉลียว และ นางสมจิตร สงปรีดี มีพี่น้อง 5คน ท่านเป็นคนที่ 4 เมื่อวัยเด็กท่านชอบเรื่องของพระมาก และศึกษาการเป็นอยู่ของพระ และเมื่ออายุ 15 ปี นั่งกสินทุกอย่าง คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ เมื่ออายุครบ 21 ปี ท่านก็ได้ไปเป็นทหารจนครบ 2ปี เมื่อปลดจากทหารท่านก็ได้บวชเป็นพระเมื่อปี 2530 ท่านได้เดินธุดงค์ ไปยังจังหวัดเพชรบูรณ์ อ.บึงสามพัน ท่านได้ตำราการทำกสินของ หลวงปู่แหวน ที่วัดหินดาดน้อย ท่านจึงเริ่มศึกษาอย่างจริงจัง และเดินธุดงค์ไปในสถานที่ต่างๆหลายจังหวัด เช่น เพชรบูรณ์ นครสวรรค์ ลำพูน เชียงใหม่ เชียงราย อุดร ขอนแก่น ศรีษะเกศ และอีกหลายจังหวัด

และเมื่อกลับมาถึงวัดหนามแดง ท่านก็ได้พบเจอกับอาจารย์มานิต อาจารย์มานิตเป็นศิษย์ของอาจารย์ย่ามแดง เป็นลูกศิษย์ของ หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า จ.ชัยนาท และพระอีก 3 รูป จึงได้เรียนวิชาของหลวงปู่ศุขกับอาจารย์มานิต พระที่เรียนกับอาจารย์มานิต มีหลวงพี่จาบหลวงพี่ทิพ หลวงพี่เม และท่าน ต่างคนต่างได้วิชาคนละแบบกัน และแล้วท่านต้องสึกจากการบวชเป็นพระเพราะไม่มีใครดูแลแม่ เมือปี 31เมื่อถึงปี 33 ท่านก็ได้บวชอีกครั้ง เพราะท่านไม่ชอบชีวิตของการครอง ฆราวาส ชีวิตของท่านจึงหวนคืนสู่เพศบรรพชิตอีกครั้ง และครั้งนี้ทำให้ท่านมุ่งมั่นในการปฎิบัติมากขึ้น